ได้มาหลายวันแล้ว แต่รอ iOS 4.2 ปล่อยออกมาก่อนเพื่อที่จะใช้งานกับ Apple TV ได้เต็มที่ โดยคุณสมบัติของ Apple TV คือเป็น Set Top Box ที่ใช้ต่อกับทีวีเพื่อเช่าหนังจาก iTunes มาดู หรือ Streaming วิดีโอ เพลง และรูปภาพจาก iPod, iPad หรือ iPhone มาเล่นที่ตัวเครื่อง Apple TV ที่ติดตั้งไว้กับทีวีจอใหญ่อีกที พูดง่ายๆ คือเป็นอุปกรณ์เพื่อความบันเทิงประจำห้องรับแขก ที่คุณสามารถใช้เช่าหนังมาดูทันทีด้วยราคาประหยัด และใช้เป็นอุปกรณ์ดูหนังฟังเพลงจากอุปกรณ์พกพาอย่าง iPod Touch, iPad หรือ iPhone แบบไร้สาย ใครที่ใช้อุปกรณ์เล่านี้ สามารถส่งภาพ วิดีโอ และเพลงไปเล่นยังชุดเครื่องเสียงในห้องรับแขกคุณได้ทันที

อุปกรณ์ที่มีมาให้ในกล่อง ก็จะมีตัว Apple TV รีโมท สายไฟ และคู่มือการใช้งาน โดย Apple TV ตั้งราคาไว้ที่ $99 USD ซึ่งถือว่า Apple ทำราคาได้ถูกมาก เมื่อคิดว่า ค่ารีโมทขายปรีกก็ $19 USD เหลือเป็นค่า Apple TV แค่ $80 USD หรือประมาณ 2700 บาท เท่านั้นเอง ซึ่ง Apple TV นั้นมีคุณสมบัติคล้าย iPod Touch 4G ที่ใช้ระบบปฎิบัติการ iOS 4.x เช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่มีเมนู Springboard สำหรับติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมอย่างอิสระ (แต่อนาคตไม่แน่ เพราะเมื่อใช้ iOS ก็มีสิทธิ์โดน Jailbreak เพื่อติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมในภายหลังได้ ซึ่งตอนนี้ก็สามารถเพิ่ม Web Browser เข้าไปได้แล้ว) ครั้งแรกที่เห็นกล่องนั้น แทบไม่เชื่อว่านี่คือ Apple TV เพราะคุ้นเคยกับขนาดของ Apple TV รุ่นแรก ซึ่งกล่องของ Apple TV 2G นั้นมีขนาดเล็กมาก ก็พอจะเดาได้ว่าตัวเครื่องภายในจะมีขนาดเล็กซักแค่ไหน

ด้านหลังของ Apple TV จะเป็นช่องต่อ AC Adaptor ช่อง HDMI USB ช่องต่อเสียงแบบ Optical และช่อง Ethernet LAN

วิธีติดตั้งก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก แค่ต่อสายไฟ ต่อสาย HDMI เข้ากับ TV (ถ้าคุณมีชุดเครื่องเสียงก็สามารถต่อแยกเสียงได้ทางช่องต่อ Optical น่าเสียดายที่มีเฉพาะดิจิตอลไม่มีช่อง Analog Out) จากนั้น Apple TV ก็จะพร้อมใช้งานทันที โดยคุณต้องเข้าไปที่เมนู Setting เพื่อตั้งค่า WiFi หรือถ้าคุณไม่มี WiFi ก็ต้องใช้สาย Ethernet LAN แทน

เมนูหลักๆ ของ Apple TV ก็จะมีแค่ 5 เมนู คือ

Movie – เป็นส่วนให้คุณเลือกดูหนังที่เช่าไว้ หรือเข้าไปดูตัวอย่างหนังใหม่ๆ ก็ได้ โดยวิดีโอจะเป็นแบบ HD 720p ราคาต่อเรื่องก็ไม่แพง แค่ $3.99 USD

TV Shows – เป็นส่วนให้คุณเลือกดู TV Series ที่เช่าไว้แบบ HD โดยคิดค่าเช่าต่อละ $0.99 USD

Internet – เป็นส่วนดูฟรีวิดีโอต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น YouTube, Flickr, MobileMe หรือฟังวิทยุจากทั่วโลก

Computers – ถ้าคุณมีเครื่องคอมพิวเตอร์ใน NetWork เดียวกันและเปิด iTunes เพื่อให้ Share Library ไว้ คุณก็สามารถเลือกเข้าไปฟังเพลง ดูวิดีโอของทุกเครื่องที่ต่ออยู่ได้

Settings – เป็นส่วนของการตั้งค่าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่า WiFi หรือตั้งค่า AirPlay Password เพื่อกันไม่ให้คนที่ไม่ต้องการส่งเพลง หรือวิดีโอที่ไม่ต้องการมาที่ Apple TV ของคุณ

ซึ่งหน้าที่หลักๆ ของ Apple TV ก็คือ เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้คุณเช่าวิดีโอหรือรายการทีวีจาก iTunes Store มาดูที่บ้านได้อย่างสะดวก หรือจะ Stream เพลง วิดีโอ ภาพ จากเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์พกพา iPod Touch, iPad และ iPhone ที่ใช้ iOS 4.2.1 ขึ้นไป

คราวนี้ลองมาทดสอบการใช้งาน AirPlay ระหว่าง Apple TV กับ iPad ที่ update ทั้งคู่ให้ใช้ iOS 4.2.1 ซึ่งสนับสนุน AirPlay (iTunes 10.1 บนเครื่องคอมพิวเตอร์ก็สนับสนุนการใช้งาน AirPlay คุณสามรถส่งเพลงหรือวิดีโอมาเล่นที่ Apple TV ได้เช่นเดียวกัน)

จากวิดีโอจะเห็นว่าเราสามารถส่งภาพจากเครื่อง iPad (iPhone หรือ iPod Touch ที่ใช้ระบบปฎิบัติการ iOS 4.2.1 ขึ้นไปก็สามารถใช้งานได้เช่นเดียวกัน) นอกเหนือจากการส่งเพลง หรือวิดีโอไปเล่นยัง Apple TV รวมทั้งโปรแกรมหลักของ iOS อย่าง YouTube ก็สามารถใช้งาน AirPlay ได้เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นวิดีโอที่ความละเอียดสูง เครื่องจะทำการ buffer นานซักหน่อย แต่ก็ใช้งานได้ ก็นับว่าเป็นการใช้งานที่น่าสนใจ เพราะเราสามารถส่งเพลงวิดีโอ จากเครื่องอะไรก็ได้ที่ใช้ iOS 4.2.1 ไปเล่นยัง Apple TV นึกถึงภาพงาน Party ที่บ้าน ที่เพื่อนๆ สามารถส่งเพลงจากเครื่องของตัวเองไปเล่นยังทีวีหรือชุดเครื่องเสียงเองได้ตามชอบ จะได้ฟังเพลงได้ตามใจทุกคน

อ่านรายละเอียดของ Apple TV ได้ที่ Apple.com

Share